“ดิเกฮูลูเพื่อสันติภาพ” ....ร้อยรักสามัคคีด้วยสื่อพื้นบ้านผสานละคร
แวลีเมาะ ปูซู
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา
"โอะ โอ โอ๊ะ โอ่ โอะ โอ๊ะ โอ๊...เราอยู่ประเทศเดียวกัน ต้องรักผูกพันสามัคคี เราอยู่กันอย่างห่วงใย เรามอบความรักให้กัน..."
ถ้าคำร้องท่อนนี้อยู่ในเพลงไทยสากลที่ขับขานกันดาษดื่นทั่วไป คงต้องเรียกให้ทันสมัยว่า "ท่อนฮุค" แต่นี่คือท่อนสร้อยของเพลง “สันติภาพบ้านเรา” ที่นำเอาศิลปะการแสดงและท่วงทำนองของ "ดิเกฮูลู" มาใช้สื่อสารเรื่องราวเกี่ยวกับสันติภาพในชุมชน โดยฝีมือของ "กลุ่มข้าวยำละครเร่" คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี)
เมื่อไม่นานมานี้ "กลุ่มข้าวยำละครเร่" เพิ่งจัดการแสดงละครแบบสัญจร "ดิเกฮูลูเพื่อสันติภาพ" ที่ชุมชนสะบารัง และชุมชนรูสะมิแล อำเภอเมืองปัตตานี โดยใช้ศิลปะการแสดงละครผสมผสานกับศิลปะพื้นบ้านอย่างดิเกฮูลู ด้วยหวังสร้างความเข้าใจและการยอมรับในความแตกต่างหลากหลายของผู้คนในดินแดนด้ามขวาน
"กลุ่มข้าวยำละครเร่" จากคณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี เป็นกลุ่มนักศึกษาที่เคยได้รับทุนสนับสนุนจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และคณะการจัดการสิ่งแวดล้อม ม.อ. ในการจัดค่ายเยาวชนละครเร่ “สื่อรู้ สื่อรักษ์ลุ่มทะเลสาบสงขลา” เพื่อสื่อสารเรื่องราวการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับชุมชน เคยจัดแสดงมาแล้วที่ชุมชนหัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา มาวันนี้นักศึกษากลุ่มเดียวกันได้ประยุกต์ "ดิเกฮูลู" ผสมผสานกับ "ละครเร่"
“ดิเกฮูลูเพื่อสันติภาพ” เป็นหนึ่งในโครงการ “สื่อพื้นบ้านสานสุข” จากความตั้งใจดีร่วมกันของสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกลุ่มดินสอสี มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมคุณค่าของสื่อพื้นบ้าน พัฒนาศักยภาพชุมชน สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างสุขภาวะของชุมชนและเยาวชน
สุตาภัทร หมั่นดี หรือ “น้องทราย” ผู้รับผิดชอบโครงการ เล่าให้ฟังว่า การแสดงละครเร่ “ดิเกฮูลูเพื่อสันติภาพ” ถึงในชุมชน นับเป็นครั้งแรกของพวกเธอ รู้สึกดีใจที่ชุมชนให้การต้อนรับ และเพลง “สันติภาพบ้านเรา” เป็นเพลงที่ทางกลุ่มช่วยกันแต่งขึ้นมาตอนที่เข้าค่ายกับ เจะปอ สะแม หัวหน้าคณะดิเกฮูลูแหลมทรายอันเลื่องชื่อ
“เดิมเราสนใจเรื่องสื่อพื้นบ้านอยู่แล้ว ประจวบกับมีโครงการนี้ขึ้นมา เลยมานั่งคิดกันว่าเราอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสื่อพื้นบ้านอย่างดิเกฮูลูที่ใครๆ ก็รู้จัก น่าจะเข้าถึงชุมชนได้ หากเอาหนังตะลุงหรือมโนราห์คงยากที่จะสื่อสารกับคนที่นี่ เพราะชาวบ้านไม่เข้าใจภาษาใต้กัน ฉะนั้นดิเกฮูลูคือศิลปะที่ลงตัว เป็นสื่อของสามจังหวัดใต้ หากเรานำมาใช้สื่อสาร คิดว่าทุกคนน่าจะเข้าใจ” น้องทราย บอก
แน่นอนว่าทุกคนต่างมุ่งหวังสันติภาพ กลุ่มข้าวยำละครเร่ก็เช่นกัน ความสงบสุขที่ชายแดนใต้เป็นสิ่งที่ทุกคนอยากเห็น การเลือกสื่อพื้นบ้านอย่างดิเกฮูลู แล้วขับขานบทเพลงที่สามารถทำให้ทุกคนเข้าใจได้ทันที เพื่อสานสามัคคีให้คนในชุมชนรักกัน....นั่นคือสันติภาพที่กลุ่มข้าวยำละครเร่อยากสะท้อนสู่สังคม
และแม้ภาพรวมของการแสดงจะเป็นละคร แล้วใช้ดิเกฮูลูเป็นตัวเดินเรื่อง แต่ด้วยความที่ศิลปะพื้นบ้านแขนงนี้เข้าถึงผู้ชมได้ง่ายจริงๆ ทำให้ดิเกฮูลูกลายเป็นพระเอก ส่วนละครเป็นดั่งพระรอง
"เพลงดิเกฮูลูจะเป็นตัวเล่าเรื่องเหตุการณ์ทั้งหมด และด้วยเนื้อเพลงที่จะต้องสอดคล้องกับละคร ความยากจึงอยู่ที่การต้องเล่นละครไปพร้อมๆ กับร้องเพลง สมาชิกกลุ่มจึงมานั่งคิดว่าจะเอาดิเกฮูลูกับละครมารวมกันอย่างไรแล้วมันดูไม่ต่าง ไม่กระโดด เดี๋ยวเล่น เดี๋ยวร้อง เราจะทำอย่างไรให้คนดูแล้วไปด้วยกันได้ ก็มีการปรับเนื้อหากันพอสมควร เพื่อให้การแสดงทั้งหมดกลมกลืนกัน”
“ทรายคงไม่หวังถึงขนาดว่า สิ่งที่ทำในวันนี้จะส่งผลให้ชายแดนภาคใต้เกิดความสงบสุขในวันพรุ่งนี้เลย เพียงแต่เราใช้ดิเกฮูลูเป็นเครื่องมือในการกระจายความคิดของเราสู่สังคม วันนี้เราเห็นผลตอบรับจากน้องๆ ในชุมชนที่แต่ละคนร่วมกันเล่นตอบคำถามหรือตั้งชื่อเรื่องกับเราได้ เพราะเราไม่มีชื่อเรื่องให้ แต่เด็กๆ ดูแล้วเข้าใจว่าเราต้องการสื่ออะไร เขาสามารถตั้งชื่อเรื่องได้ แสดงว่าประสบผลสำเร็จแล้วในระดับหนึ่ง แม้สันติภาพในโลกของความจริงที่ไม่ใช่ละครจะยังอีกยาวไกลก็ตาม” สุตาภัทร กล่าว
ซูไรดา ดอเล๊าะ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มข้าวยำละครเร่ เสริมว่า แรกๆ คิดว่าดิเกฮูลูเป็นเรื่องง่าย แต่พอเอาเข้าจริงๆ ยากมาก แต่ก็ภูมิใจที่ใช้เวลาฝึกซ้อมแค่ 3 อาทิตย์ ก็ยังทำได้ดีในระดับหนึ่ง ที่สำคัญความเป็นมุสลิมไม่ได้ทำให้การแสดงละครเร่มีปัญหา เช่นเดียวกับเพื่อนไทยพุทธที่ตอนแรกคิดว่าภาษายาวีบางคำอาจออกเสียงได้ยาก เพราะล้วนไม่ใช่เด็กสามจังหวัด แต่สุดท้ายสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่อุปสรรค ทุกคนทำได้ดีเช่นเดียวกัน
“ดิเกฮูลูเป็นการแสดงที่ชาวบ้านคุ้นและให้การยอมรับ ทางกลุ่มจึงคิดเนื้อเพลงและการแสดงที่มีภาษาไทยกับภาษายาวีผสมกันอยู่ในเพลงเดียว เราหวังลึกๆ ว่าเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นมายาวนานพอสมควรจะดีขึ้นบ้าง เพราะเราเกิดที่นี่ สิ่งที่เราอยากเห็นคือ เห็นบ้านตัวเองสงบสุขเสียที” ซูไรดา เอ่ยถึงความคาดหวังของเธอ
เจะปอ สะแม หัวหน้าคณะดิเกฮูลูแหลมทราย เจ้าของเพลง “รักบ้านเกิด” ในฐานะวิทยากรและที่ปรึกษาของโครงการซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้และร่วมค่ายอบรมกับกลุ่มนักศึกษามาตลอด กล่าวว่า ดีใจที่เห็นความตั้งใจของเด็กรุ่นใหม่ซึ่งมุ่งหวังให้เกิดสันติภาพโดยใช้ดิเกฮูลูขับขานบทเพลง
“ท่วงทำนองที่เพิ่มขึ้นบวกกับท่าทาง เพลงร้อง และการแสดงดนตรีที่ผสมผสานกัน ตรงนี้แหละคือเสน่ห์ของดิเกฮูลูที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร ผมคิดว่าดิเกฮูลูจะต้องไม่ใช่การแสดงเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะต้องชี้ให้เห็นปัญหาและทางออก สันติภาพถึงจะเกิดขึ้นจริงๆ”
ขณะที่ จารียา อรรถอนุชิต รองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี กล่าวว่า โครงการนี้จะทำให้นักศึกษาได้ลงพื้นที่ ได้รู้จักชมชน และเห็นสภาพที่แท้จริงว่าผู้คนอยู่กันอย่างไร ขณะที่คนในชุมชนก็จะเริ่มมองเห็นบทบาทของนักศึกษาที่เป็นคนต่างพื้นที่ในนามกลุ่มข้าวยำละครเร่ที่มีจุดยืนในการเสริมสร้างสันติภาพ
“ถามว่าสังคมในชายแดนใต้จะได้อะไร ดิฉันคิดว่าอย่างน้อยเรื่องของความบันเทิงก็ช่วยให้ความรู้สึกบางอย่างดีขึ้น จากที่เราต่างรู้สึกว่า อยู่ในพื้นที่แล้วเครียด รับรู้แต่ข่าวคราวเหตุร้ายเหตุรุนแรง เมื่อมีดนตรี มีการแสดง ก็เชื่อว่าจะทำให้รู้สึกชุ่มชื่นหัวใจ ได้เห็นรอยยิ้มของคนในชุมชน”
"ส่วนเรื่องความรักความสามัคคี การร่วมแรงร่วมใจกันที่สื่อออกไปผ่านศิลปะของดิเกฮูลู ก็เชื่อว่าผู้ชมจะกลับเอาไปคิดต่อในสิ่งที่สะท้อนผ่านเพลง หากชุมชนตีความเรื่องสันติภาพให้แตก ก็เชื่อว่าความสงบสุขจะเกิดขึ้น แน่นอนว่าเหตุร้ายในพื้นที่จะรุนแรงหรือสงบย่อมไม่ได้ขึ้นกับคณะดิเกฮูลูหรือกลุ่มข้าวยำละครเร่ แต่ทั้งหมดขึ้นกับคนในพื้นที่เองว่าจะทำอย่างไร"
อาจารย์จารียา ยังเห็นว่า วันนี้โลกเราก้าวหน้าไปมากจนทำให้หลายๆ ฝ่ายกังวลว่าสื่อพื้นบ้านอย่างดิเกฮูลูกำลังเลือนหาย แต่ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการมองเช่นนั้น
"ดิเกฮูลูยังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ไม่ได้รับการเปิดตัว หรือรูปแบบการเปิดตัวยังไม่ได้เข้าถึงชุมชนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้กลุ่มนักศึกษาจึงพลิกความเป็นดิเกฮูลูให้เข้าถึงชาวบ้านจริงๆ"
"ดิเกฮูลูใครๆ ก็เล่นได้ เป็นอิสระทางการแสดง ถามว่าคุณค่าอยู่ตรงไหน คุณค่าอยู่ที่การแสดงให้ชาวบ้านดู ให้เด็กๆ ได้เห็น แต่ถ้าเมื่อไหร่ยังยึดติดอยู่บนเวทีหรือต้องมีวาระ มีโอกาสเฉพาะวันสำคัญเท่านั้นถึงจะแสดงได้ เราก็ต้องนั่งรอวันสำคัญ รอโอกาส การที่นักศึกษากลุ่มนี้คิดว่าเขาอยากจะทำดิเกฮูลูให้กับชุมชน มันจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่เราจะพัฒนาสื่อพื้นบ้านให้คงอยู่บนพื้นฐานของความเป็นพื้นบ้านจริงๆ ที่บางครั้งคนเราก็ลืมไปแล้ว เหมือนการแสดงลิเก หนังตะลุง ที่เดียวนี้หาไม่เจอแล้ว” อาจารย์จารียา กล่าว
แว่วเสียงร้องดิเกฮูลูเป็นภาษาถิ่นปนภาษาไทย..."มาฆี บือแก ตาแง ปากะ มาฆี เดาะออ (มาจับมือกัน มาร่วมกันขอพร) เพื่อสามจังหวัดชายชายแดนใต้ เพื่อสันติภาพบ้านเรา..."
คือบทเพลงสันติภาพท่อนสุดท้ายที่ยังก้องกังวานในห้วงคำนึง...

































